My Immaginnary !!

Name:
Location: BKK, Thailand

happying

Tuesday, March 04, 2008

อยู่เพื่อเสพสุข หรือ หยุดเพื่อความสุข BY ตี๋กรุงธน@พันทิป

“คุณทำใจดีดีนะ ฟังหมอให้ดี หมออยากจะเรียนให้คุณทราบว่า ผลการตรวจเลือดที่ออกมาของคุณนั้น ไม่ดีเอาเสียเลย ผลเลือดของคุณเป็นบวก” สิ้นเสียงประโยคนี้โลกทั้งโลกดูราวกับภาพขาวดำเสมือนภาพในอดีต เสียงรอบๆข้างดูชัดขึ้นในพริบตา เสียงเปิดประตู เสียงฝีเท้า เสียงแอร์ เสียงทีวีด้านนอก เสียงคนคุยกัน หรือแม้กระทั่งเสียงของลมหายใจของตัวเราเอง ทุกสิ่งทุกอย่างดูชัดเจนขึ้นราวกับเราไม่เคยมีตัวตนอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาก่อน ก๊อก ก๊อก ก๊อก ตื่นได้แล้วลูกบ่ายสองแล้วนะ ผมลืมตาขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างกลับสู่ปกติ นี่คือห้องของเรา เตียงของเรา เหลือบดูนาฬิกาเป็นเวลาบ่ายสองโมงสิบนาทีแล้ว เป็นอีกวันหนึ่งในรอบสองอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ตื่นสายแบบนี้ทุกวัน พร้อมๆกับคำถามว่า นี่กูฝันเรื่องเดิมอีกแล้วหรอเนี่ย ตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็ทำให้ชีวิตสองอาทิตย์ของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง วันนั้นผมกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในบ้าน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นผมรับสายปลายทางคือใครผมพยายามนึกถึงเบอร์ๆนี้อยู่ว่าคือใคร เสียงในสายก็พูดขึ้นมาว่า “จำเราได้มั้ยเป็นไงบ้างสบายดีมั้ย ไปตรวจเลือดซะบ้างนะ หวังว่าคงพอใจกับของขวัญที่เราให้ ครบสามเดือนที่เรามีอาไรกันแล้วนะ บาย” แค่ประโยคนี้เพียงประโยคเดียวผมมองเห็นอนาคตของผมราวกับมีทีวีมาเปิดอยู่ตรงหน้า ว่าผมกำลังจะมีจุดจบในชีวิตอย่างไร ทั้งทั้งที่ตลอด20กว่าปีที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดถึงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ไม่เคยคิดถึงแม้กระทั่งคนรอบข้าง ไม่เคยหยุดคิดถึงความสุขตรงหน้าแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวแต่เมื่อสิ้นเสียงโทรศัพท์ภาพทุกอย่างในอดีตมันปรากฏขึ้นมา ณ บัดนั้น ภาพของการดื่ม กิน เที่ยว เต้นรำ เสียงเพลงดังสนั่นหวั่นไหว คลอเคลียพร้อมกับสบตาสาวที่พึ่งจะได้เจอกันในคืนนั้น เธอมีผมที่ยาวสลวยดำเป็นประกาย ผิวของเธอขาวเหมือนอาหมวย เธอมียิ้มที่น่ารัก พร้อมกับเหล็กดัดฟันสีแดงที่เข้ากันกับชุดเดรสสั้นเปิดไหล่ขาวๆของเธอได้เป็นอย่างดี เธอเดินเข้ามาคุยพร้อมกับแนะนำตัวของเธอว่าชื่ออะไร เสียงของเธอหวานจับใจผมเสียเหลือเกิน เสียงเพลงที่ดังสนั่น แต่ในขณะนั้นผมกับได้ยินเพียงแค่เสียงของเธอ เรายืนคุยกันอย่างใกล้ชิด ผู้คนเบียดเสียดตัวเราเข้ามาใกล้กันมากจนผมถูกเนื้อต้องตัวเธอบ่อยครั้ง เธอไม่มีท่าทีปัดป้อง ปฏิเสธใดๆมีเพียงรอยยิ้ม ที่มีเสน่ห์เสียเหลือเกิน ตาของผมจับจ้องไปที่เธอเหมือนกับร้านทั้งร้านมีเพียงเราแค่สองคน เราคุยกันอยู่นานผมบรรจงชงเหล้าให้เธออยู่หลายแก้ว จนเธอเอ่ย ปากบอกว่า “คุณชงเหล้าหนาจังคิดจะมอมเค้าหรอ” ผมปฏิเสธด้วยท่าทีที่สุภาพทันทีว่า “ไม่หรอก ผมไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน ถ้าเกิดว่าเหล้าที่ผมชงให้มันหนาไป เข้มไปคุณก็ไม่ต้องดื่มแล้วก็ได้เดี๋ยวผมจะดื่มเองคนเดียวก็พอ ประเดี๋ยวคุณจะกลับบ้านไม่ไหว” เธอรีบสวนผมมาทันควันว่าถ้าเธอเมาผมก็ต้องไปส่งเธอสิจะให้สุภาพสตรีกลับบ้านเองมันอันตรายนะ ผมรู้สึกตื่นเต้นไปกับคำพูดของเธอที่จะให้ผมไปส่งบ้าน เสียงเพลงในร้านเริ่มเบาลงไฟเปิดสว่างขึ้น ผมเริ่มมองเห็นใบหน้าของเธอชัดเจนขึ้น แก้มของเธอแดงราวกับลูกตำลึง เสียงของเธอเริ่มอ่อนเบาลงไม่ชัดถ้อยชัดคำเหมือนตอนหัวค่ำ ผมจับมือเธอแล้วกระซิบถามเธอว่าจะให้ผมไปส่งเธอที่ไหน เธอตอบอย่างชัดเจนว่าไม่กลับจะไปเที่ยวกับผมต่อ เธอหันมากอดผม จูบแก้มผมแล้วกระซิบข้างหูผมว่าไปนอนคุยกันมั้ย เธอยังไม่อยากกลับบ้าน ไปเปิดห้องคุยกันได้มั้ย เธออยากคุยกับผม รู้จักกับผมให้มากกว่านี้ ผมยอมรับเลยว่าแม้ตัวผมจะสำมะเลเทเมา มาอย่างมากมายแต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะมีสาวสวยสะพรั่งอย่างเธอมาชวนผมเปิดโรงแรมเลย ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ตลอดคืนนี้ด้วยผมจึงไม่ลังเลใจที่จะไปกับเธอภาพในหัวของผมตัดมาที่โรงแรมเราทั้งสองต่างพรั่งพรูคำหวานออกมาพูดให้กันราวกับคนรักที่คบหาดูใจกันมาอย่างยาวนาน จะต่างกันก็ตรงที่เราพึ่งจะเจอกันเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว ผมสวมกอดเธออย่างเบาๆร่างของเราทั้งสองเริ่มเปลือยเปล่า แต่ความเมาก็ไม่ได้ทำให้ผมลืมที่จะป้องกันตัวเอง ผมหยิบถุงยางอนามัยในกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาสวมก่อนที่จะเริ่มบรรเลงเพลงรักของเราทั้งสองคน เมื่อเพลงจบผมนอนแผ่หลาหลับไปแบบทั้งเมาและเหนื่อย ผมหลับไปแบบไม่รู้สึกตัวอีกเลย จนกระทั่งมีความรู้สึกแปลกๆในตัวเองว่าเหมือนกับมีใครมาทำอะไรกับน้องชายของผม ผมลืมตาแบบสลึมสลือขึ้นภาพที่เห็นคือเธออยู่บนตัวผมและสอดใส่อวัยวะเพศของผม ผมตกใจเป็นอย่างมากว่าทำไมเธอถึงทำแบบนี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะว่าตัวผมเองก็ไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้แล้วก็เลยตามเลยจนจบ ผมตกใจเป็นอย่างมากเมื่อรุ้ภายหลังว่าข้างล่างของผมไม่มีเจ้าถุงยางป้องกันภัยเอาไว้ ผมหันไปถามเธอว่าทำไมถึงทำแบบนี้ เธอหัวเราะ และไม่ตอบอะไร เราอาบน้ำและแต่งตัวออกจากโรงแรมในเวลาราวเที่ยง ผมให้เบอร์กับเธอเอาไว้ เธอบอกว่าเรื่องเมื่อคืนนี้ขอให้ผมอย่าคิดมาก เพราะเธอมีแฟนแล้วแต่ที่เรื่องเป็นอย่างนี้เพราะเมื่อคืนนี้เธอเมาเลยทำอะไรไปไม่ได้คิด แต่เธอก็ชอบผมเหมือนกัน ผมบอกกับเธอไปว่าไม่เป็นอะไรเป็นเพื่อนกันได้เราแยกกันตรงนั้น ผมกลับมาถึงบ้านพร้อมกับความรู้สึกแปลกยังไงบอกไม่ถูกมันเหมือนครั่นเนื้อครั่นตัวจะเป็นไข้ อาจจะเป็นได้ว่าดื่มหนักไปหน่อยเมื่อคืนเลยเหมือนจะเมาค้าง ผมกลับถึงบ้านจึงลองยิงไปหาเธอดูแต่ไม่กล้าโทรเลยเพราะกลัวเธออยู่กับแฟน เธอโทรกลับมาหาผมบอกว่าต่อไปนี้ไม่ต้องโทรมาหาเธออีกต่อไปเลยนะ เธอเบื่อผมแล้วแล้วก็วางสายใส่ผม ผมตกใจในคำพูดของเธอว่าคืออะไร ในเมื่อเราทั้งสองพึ่งจะแยกกันไม่ถึงสองชั่วโมงอะไรทำให้คนเปลี่ยนได้เร็วถึงขนาดนี้ ผมจึงไม่โทรหาเธออีกเป็นเวลาเกือบสามเดือนจนเธอโทรมาหาผมพร้อมกับประโยคสั้นสั้นว่า “ไปตรวจเลือดซะบ้างนะ หวังว่าคงพอใจกับของขวัญที่เราให้นะ ครบสามเดือนที่เรามีอาไรกันแล้วนะ บาย”

ภาพทุกอย่างหยุดที่ผมมือสั่นไหว ใจเต้นรัว น้ำตาของลูกผู้ชายเหมือนจะไหลรินออกมา โทรศัพท์ในมือของผมหนักอึ้งเหมือนเล็กหนักเป็นตัน ขาทั้งสองข้างทรุดลงกับพื้น ประโยคสั้นๆในโทรศัพท์ดังก้องกังวานอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา นี่เรากำลังจะตายหรือเนี่ย ผมคิดในใจ ผมคิดอยู่เพียงอย่างเดียวว่าผมจะต้องเป็น “เอดส์” อย่างแน่นอน ผมไม่รู้จะทำอย่างไร จะปรึกษาใครในใจก็คิดไปต่างๆนานาว่า หากผมเป็นโรคร้ายนี้ขึ้นมาจริงๆ ผมจะอยู่กับโรคร้ายนี้ต่อไปได้อย่างไร ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวของผมจะอยู่ใกล้กับภัยร้ายอันนี้แค่คืบจริงๆ ผมไม่เคยคิดที่จะศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้อย่างจริงจังเลย แม้แต่ในทีวีหากมีรายการเกี่ยวกับเอดส์ผมก็จะเปลี่ยนช่องไปโดยที่ไม่ได้สนใจในเรื่องนี้เลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว แต่ในครั้งนี้ตัวของผมเองกลับต้องมาเผชิญกับปัญหาที่ดูจะไกลตัวผมเสียเหลือเกิน แต่มันกลับเข้ามาใกล้ชีวิตผมโดยที่ไม่รู้ตัว ผมเดินไปที่คอมพิวเตอร์ของผมเปิดดูเว็บไซด์เกี่ยวกับเอดส์ ภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอของผมมันช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน ผมกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายในนั้นจริงจริงหรือนี่ ผมอ่านบทความมากมายเกี่ยวกับโรคนี้ และอ่านถ้อยคำบทสัมภาษณ์ของผู้โชคร้ายได้รับเชื้อแล้ว ผมก็ต้องน้ำตานองหน้าว่าผู้โชคร้ายเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับเชื้อเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และประมาทกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่คือตัดสินใจมองจากรูปลักษณ์ภายนอกของเค้าว่าดูสะอาด ดูสวย ดูหล่อ ดูมีฐานะที่ดี ผมขอสนับสนุนคำพูดเหล่านี้ด้วยอีกหนึ่งเสียงเลยครับว่าเราไม่สามารถตัดสินใจจากภายนอกได้เลยนะครับว่าคนที่เราจะมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั้นเค้าจะปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่เค้าเหล่านั้นติดเชื้อนั่นก็คือการอายที่จะพกถุงยางอนามัยครับ เพียงเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองว่าเราตั้งใจจะมีเพศสัมพันธ์ด้วยหรือเป็นพวกเจ้าชู้ถึงได้มีถุงยางอยู่ในตัว ผมอยากจะให้วัฒนธรรมเหล่านี้มันเปลี่ยนแปลงซะทีเพราะอะไรหรอครับ ก็เพราะว่าหากเรายังคิดอย่างนี้กันอยู่ต่อไป ยอดผู้ติดเชื้อ HIV ก็คงจะไม่มีวันลดลงได้อย่างแน่นอนเลยครับคงจะมีแต่รอวันเพิ่มขึ้น เพราะเราไม่มีทางรู้เลยครับว่าคนที่อยู่ร่วมกับเราในสังคมทุกวันนี้มีใครบ้างที่สะอาดปราศจากโรคติดต่อจริงจริง ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมมองคนที่ติดเชื้อว่าช่างน่าสงสาร และโชคร้ายเสียจริง แต่ในเวลานี้เมื่อผมต้องเผชิญกับชะตากรรมว่าจะเป็นผู้โชคร้ายหรือไม่ผมกับมองต่างไปว่านี่ไม่ใช่โชคร้ายหรอกครับ แต่เป็นเหตุและผลจากการกระทำของตัวเราเองที่ใช้ชีวิตเดินอยู่บนทางที่ประมาท หากว่า ณ คืนนั้นผมมีสติสัมปชัญญะที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่ไปในที่ อโคจรเรื่องราวทั้งหมดก็คงจะไม่ได้เกิดขึ้น ผมคงจะไม่ได้มานั่งเขียนเรื่องราวอันนี้ให้ใครได้รับรู้ได้รับฟังความรู้สึกของคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาอันนี้เพียงลำพัง ภายหลังจากที่ผมได้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ HIV และได้เริ่มทำใจให้มีสติกลับคืนมา ผมตัดสินใจใช้ความกล้าหาญเท่าที่จะมีได้ในตอนนั้น ตัดสินใจว่าจะไปตรวจเลือดหลังจากใช้เวลารวบรวมความกล้ามาเป็นเวลากว่าหนึ่งอาทิตย์และต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการเครียดจนเก็บไปฝันเรื่องราวเดียวกันตลอดระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์นี้ ผมจึงตัดสินใจที่จะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะหากปล่อยเรื่องราวเอาไว้อย่างนี้ผมคงต้องเครียดจนปวดหัวตายแน่แน่ ผมตัดสินใจไปตรวจที่คลินิกแห่งหนึ่ง ไม่ได้ไปที่คลินิกนิรนามอย่างที่คนอื่นๆในเว็บไซด์เค้าแนะนำกันว่ารู้ผลเร็วมากใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็รู้ผลแล้ว แต่ผมคงทำใจไม่ได้แน่นอน ผมจึงตัดสินใจไปตรวจที่คลีนิคซึ่งจะใช้เวลาส่งผลไปตรวจที่โรงพยาบาลจนมารับผลประมาณเกือบหนึ่งอาทิตย์ รวมระยะเวลาที่ผมต้องอยู่กับเรื่องร้ายร้ายอันนี้เป็นเวลาประมาณสองอาทิตย์พอดีผมกลับมาถึงที่บ้านหลังจากไปตรวจที่คลินิกเรียบร้อยแล้ว ผมกลับมามองดุตัวเองในกระจกว่าที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตของผมไปกับการเสพสุขจอมปลอมเหล่านั้นมานานเท่าไรกันแล้ว สภาพใบหน้าที่ทรุดโทรมของผมคงจะบอกเรื่องราวต่างๆเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ดวงตาที่หมองคล้ำ ใบหน้าที่ซีดเซียว ร่างกายที่ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่บ่อยครั้ง ไอเรื้อรังเพราะอยู่ในที่เที่ยวที่มีแต่กลิ่นควันบุหรี่คละคลุ้ง ระบบขับถ่ายที่นับวันก็ยิ่งจะแย่เพราะเป็นผลจากการทานเหล้ามาก อาทิตย์ไหนที่เที่ยวหนักมากๆ ดื่มเยอะก็จะมีการถ่ายเป็นมูกเลือด ผมใช้ชีวิตแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว มันคงนานมาก นานพอที่จะทำให้ผมกลับมามองดูตัวเองอีกครั้งจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองมากมายขนาดนี้ ผมถามตัวเองอีกครั้งว่านานแค่ไหนแล้วที่ชีวิตกลางคืนของผมไม่เคยจะได้อยู่กับครอบครัวที่รักเรามากที่สุด นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ทานข้าวเย็นที่บ้าน และนานเท่าไรแล้วที่ผมไม่ได้ดูละครหลังข่าว เพราะอะไรหน่ะเหรอ ก็เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ผมใช้ชีวิตยามค่ำคืนอยู่ภายนอก สนุกไปกับเสียงเพลง เริงร่าไปกับความสุขจอมปลอมที่รอวันจะกลับมาทำร้ายตัวของผมในวันนี้

ผมกลับมาคิดทบทวนเรื่องราวเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีกวนเวียนอยู่อย่างนั้นว่า ถ้าเลือกได้หรือย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่ทำตัวเสเพลอย่างทุกวันนี้อย่างแน่นอน เพราะมันทำให้ผมต้องตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างนี้ ผมไม่รู้ว่าผมอยากจะให้วันที่ผลตรวจของผมมาถึงเร็วๆ หรือควรจะภาวนาว่าขอให้วันที่ผลตรวจของผมออกยังมาไม่ถึง เพราะว่าหากผลตรวจอันนี้ออกมาย่อมหมายถึงชีวิตทั้งชีวิตของผมจะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ไม่ว่ามันจะออกมายังไงก็ตาม เพราะหากผลที่ออกมาปรากฏว่าผมได้รับเชื้ออย่างแน่นอนแล้ว ผมคงต้องวางแผนในชีวิตของผมว่าผมควรจะอยู่กับมันอย่างไรไม่ให้เดือดร้อนคนอื่น แต่ผมมีความเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งว่าหากผมมีเชื้อร้ายอันนี้อยู่จริงจริงในตัว ผมจะไม่มีวันทำร้ายใครให้ต้องมาเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อย่างผมแน่นอน แต่หากว่าผลที่ออกมาปรากฏว่าผมไม่มีเชื้อร้ายอันนี้ในร่างกายทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับผมจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกเช่นกัน เพราะผมจะมีสติมากขึ้นจะคิดจะทำอะไรก็ตามคงจะทำอย่างรอบคอบมากขึ้น รวมถึงดูแลคนรอบข้างใส่ใจครอบครัวให้มากขึ้น รวมทั้งลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงทั้งหลายที่ผมเคยประพฤติมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ผมเฝ้าคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้อยู่ตลอดเวลาว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ผมภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายขอให้ช่วยดลบันดาลให้ทุกข์ร้ายอันนี้จงผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยเถิด ผมสัญญากับตัวเองว่าหากผลเลือดออกมาปรากฏว่าผมปลอดภัยไม่มีโรคร้ายสิ่งแรกที่ผมจะทำเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั่นก็คือ การบริจาคเลือดครับ ผมไม่ได้บริจาคเลือดมานานมากแล้วครั้งหลังสุดย้อนกลับไปไม่น่าจะต่ำกว่าเจ็ดถึงแปดปี ผมอยากจะทำสิ่งดีๆให้กับตัวเองบ้างหลังจากที่เอาแต่สิ่งชั่วร้ายมาให้ตัวเอง ในช่วงเวลาที่เขียนอยู่นี้ผมคิดถึงสุภาษิตโบราณขึ้นมาได้บทนึงทันทีเลยว่า “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” ผมเชื่อเลยครับว่านี่คือบทที่สอนได้ทุกยุคทุกสมัยเลยจริงๆ เพราะหากไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมก็คงจะยังคงดำเนินชีวิตบนเส้นทางแห่งความประมาทของผมต่อไปอีกยาวนาน กว่าจะรู้ก็คงจะสายเสียแล้ว อาจจะรู้ตัวอีกทีก็นอนอยู่ในโลงแล้วก็เป็นได้และแล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่ผลเลือดของผมจะออกคุณหมอนัดให้ผมโทรไปฟังผลได้ตั้งแต่ตอนสิบโมงเช้าเป็นต้นไป เมื่อคืนนี้ผมเข้านอนตอนประมาณเที่ยงคืนแต่กว่าผมจะหลับจริงๆก็ปาเข้าไปตีห้ากว่าเกือบเช้าแล้วเพราะพอผมจะข่มตาให้นอนมันก็จะมีภาพของความฝันเดิมๆที่มีคุณหมอมาบอกผลตรวจกับผมแล้วพูดว่า“คุณทำใจดีดีนะ ฟังหมอให้ดี หมออยากจะเรียนให้คุณทราบว่า ผลการตรวจเลือดที่ออกมาของคุณนั้น ไม่ดีเอาเสียเลย ผลเลือดของคุณเป็นบวก” ผมเห็นภาพเหล่านี้วนเวียนอยู่อย่างนั้นตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่เช้าวันนี้มันจะเป็นการพิพากษาผมเสียทีว่า ชีวิตของผมมันจะดำเนินไปในทิศทางไหนต่อไป จะอยู่อย่างคนที่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือยังมีโอกาสได้แก้ไขชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นได้อีก ผมดูนาฬิกาที่ผนังห้องของผม มันเป็นเวลาสิบโมงสิบห้านาที เสียงเข็มนาฬิกาเดินไม่เคยดังชัดในหูของผมขนาดนี้มาก่อน อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่เคยเฝ้ารอเวลาอย่างใจจดใจจ่ออย่างครั้งนี้มาก่อนเลยในชีวิตก็เป็นได้ ผมตัดสินใจใช้ความกล้าที่สุดอีกครั้งในชีวิตต่อสายไปยังคลินิกปลายทาง ถามถึงผลตรวจเลือดของผม พยาบาลบอกให้ผมรอสักครู่ แต่ผมรู้สึกว่าเวลาในตอนนี้มันชั่งยาวนานเสียเหลือเกิน ใจผมมันเต้นดังเหมือนกลองศึก ดังจนจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว เสียงพูดที่ปลายทางดังขึ้นอีกครั้งนึงว่า “คุณ........ใช่มั้ยคะ ผลตรวจเลือดของคุณปรากฏว่า เอ่อ ปกติดีค่ะ” ผมทรุดตัวลงกับพื้น ขอบคุณพยาบาลแล้ววางสายไป ผมร้องไห้ น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาแบบห้ามไม่ได้ ผมโชคดี ผมรอดตาย ผมไม่ได้รับเชื้อร้าย แต่จะมีสักกี่ครั้งในชีวิต หรือจะมีอีกสักกี่คนที่จะโชคดีรอดอย่างผม ประสบการณ์ในครั้งนี้ เป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดของผมในชีวิต ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายอย่างที่ตัวผมไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัสกับมันอย่างวันนี้ ผมอยากจะขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่อยู่บนโลกใบนี้ ที่ยังให้โอกาสผมได้แก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณดวงวิญญาณคุณพ่อของผมที่เสียไปแล้ว ผมเชื่อว่า ปาฏิหาริย์ที่ผมโชคดีไม่ได้รับเชื้อร้ายในครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากคุณพ่อของผมที่อยู่บนสวรรค์ ท่านยังคงดูแลผมไม่ห่างแม้ว่าผมจะทำตัวเลวร้ายมามากมายแค่ไหนก็ตาม นี่อาจจะเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่คนบนฟ้าอาจอยากจะทดสอบกับผมหรือให้บทเรียนกับผม ผมจะจำประสบการณ์ความรู้สึกในสองอาทิตย์นี้มิรู้ลืมเลยทีเดียว และอีกประการหนึ่งที่ไม่ลืมคือผมจะไปบริจาคเลือดครับ ไม่ลืมแน่นอนครับ เพราะมันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจที่จะทำเป็นอย่างมากครับ ผมหวังว่าเรื่องราวที่ผมเขียนขึ้นนี้คงจะเป็นประโยชน์กับใครสักคนที่ได้อ่านนะครับ ให้อยู่กับชีวิตของเราอย่างมีสติ ไม่ประมาทในทุกย่างก้าวที่เราเดิน เพราะทั้งคุณและผมอาจจะไม่โชคดีอย่างเรื่องราวที่ผมได้เล่ามาก็ได้ครับ เรื่อราวที่ผมเล่ามาทั้งหมดล้วนเป็นประสบการณ์จริงที่อยากเล่าสู่เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ใครหลายๆคนนะครับไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาถึงตรงนี้จนจบครับ
By ตี๋กรุงธน@pantip(เรื่องของเพื่อนสนิท)